มะม่วงยักษ์ งามเมืองย่า ที่โคราช

มะม่วงสายพันธุ์ยักษ์ ปลูก 3 ปี หนักกว่า 1 กก. ปฏิวัติราคามะม่วงไทย ผลละ 100 บาท แต่ลูกค้าก็แห่กันซื้อ ขุดทรัพย์จากผืนทราย ทำสวนแบบไร้สาร การปลูกช่างพิสดาร ห่างกันต้นละวา แต่ปลูกแล้วรับรองหายจน อาวุธใหม่ของไทยที่จะสู้ในตลาดผลไม้โลก

               

                 เป็นชื่อมะม่วงพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันดี เพราะเพิ่งมีการพันธุ์พัฒนาสายพันธุ์นี้ได้ไม่นาน โดยมะม่วงสายพันธุ์นี้ได้ถือกำเนิดมาด้วยฝีมือคุณกิจติกร

                คุณกิจติกรเกิดในครอบครัวเกษตรกร ได้เห็นความยากลำบากของอาชีพนี้ จึงพยายามคิดค้นวิธีการเกษตรให้รูปแบบใหม่อยู่ตลอดเวลา ตอนรับราชการครู ก็ได้ลองปลูกต้นไม้ห่าง 1 วา พร้อมปลูกพืชสวนครัวในพื้นที่ว่าง เพื่อนำไปใช้ในโครงการอาหารกลางวันของเด็ก ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เมื่อออกจากการรับราชการจึงมาปลูกสวนเอง ในปี พ. ศ. 2534 นี้เอง คุณกิจติกรได้ซื้อที่รกร้างแห่งหนึ่ง มีลักษณะเป็นดินทราย มีความเป็นกรด-ด่าง 5.5 หน้าดินลึกแค่ 1 เมตร ที่เหลือเป็นชั้นหิน ทั้งรอบข้างก็เป็นไร่มันสำปะหลัง บวกกับพื้นที่แห้งแล้ง แต่คุณกิจติกรก็ทนสู้ต่อไป โดยทำสวนมะม่วงแบบรักษาธรรมชาติให้มากที่สุด พร้อมปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์สลับแถวกันห่างเพียง 2 เมตร โดยทุกต้นจะใช้เมล็ดในการปลูก

                 จากวิธีดังกล่าว ทำให้ได้เมล็ดลูกผสมของมะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 กับมะม่วงพันธุ์มันขุนศรี (เขียวเสวย+ศาลายา) ที่มีคุณภาพ เพราะนำไปปลูก 1 ปี และนำตัดยอดกับต้นอื่น แค่ 2 ปี ก็ติดผลถึง 16 ผล แต่ละผลล้วนหนักผลละ 1 กก. จึงนำยอดมะม่วงไปขยายพันธุ์และศึกษาต่ออย่างจริงจัง จึงถือได้ว่า มะม่วงงามเมืองย่า ได้ถือกำเนิดในปี 2536 นั่นเอง

                ระหว่างที่ทำสวน คุณกิจติกรก็ได้ทำอาชีพรับเหมาเกี่ยวกับวัสดุทางการเกษตรอีกด้วย แต่ในปลายปี 2539 ประเทศไทยได้เกิดสภาวะฟองสบู่แตกเกิดขึ้น กิจการของเขาต้องล้มลง พร้อมหนี้สินถึง 15 ล้านบาท แต่แล้วเคราะห์ซ้ำกรรมซัด สวนมะม่วงที่มีอยู่ก็ถูกไฟไหม้ เหลือเพียงงามเมืองย่าไม่กี่ต้นเท่านั้น

          ในช่วงนี้คุณกิจติกรต้องอาศัยวัด เป็นที่พักรักษาใจ จนผ่านไป 4 ปี จึงลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง พร้อมมะม่วงงามเมืองย่าและเงิน 70,000 บาท ที่พี่ชายกู้มาให้ จนได้ผลผลิตรุ่นแรกออกมา แต่ก็มีลูกเห็บถล่มจนเสียหาย เหลือเพียงไม่กี่ผล คุณกิจติกรก็ไม่ท้อหอบมะม่วงเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้า ในราคาผลละ 250 บาท ด้วยความแปลก ใหม่ ใหญ่ อร่อย พร้อมคุณภาพ ทำให้ได้การตอบรับจากตลาดและผู้บริโภคเป็นอย่างดี       

ปี พ.ศ. 2546 ผู้เชี่ยวชาญในโครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืช ได้มาเห็นการปลูกมะม่วงของคุณกิจติกร จึงกราบบังคมทูลให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีทราบ พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คุณคุณกิจติกรเข้าเผ้าถวายกิ่งพันธุ์มะม่วงงามเมืองย่าที่สวนจิตรลดา ในวันปลูกต้นไม้แห่งชาติ ทำให้เป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น

                งามเมืองย่า ปลูกอย่างไร?

                มะม่วงงามเมืองย่า เป็นสายพันธุ์นักสู้ถึงแม้จะเป็นดินทรายก็ยังเจริญเติบโตได้ดี ส่วนการปลูกจะใช้การขยายพันธุ์แบบเสียบยอดโดยมีรากแก้วโดยการนำยอดยาว 4 นิ้ว มาเสียบเข้ากับต้นมะม่วงแก้วที่เพาะเมล็ด 2 ปี เมื่อปลูกต่ออีก 1 ปี ก็ได้ผลผลิต ระยะการปลูกที่ดี คือ ระบบชิดห่างกัน 2x2 หรือ 2x4 เมตร ให้ต้นสูง 2.5 เมตร

                การดูแลก็ใช้ระบบ ธรรมเกษตร คือ การดูแลแบบธรรมชาติ ไม่ใส่สารเคมี เพียงแค่ดูแลไม่ให้มีวัชพืชรกเกินไป ปลูกตะไคร้ไว้โคนต้นเพื่อไล่แมลง ใช้น้ำดีปลี บอระเพ็ด ขมิ้นชัด ฉีดป้องกันโรคก่อนและหลังการเทงช่อ ส่วนปุ๋ยก็ใช้เพียงใบมะม่วงที่ร่วงมาฝังไว้ใช้โคน เพื่อให้เป็นปุ๋ยธรรมชาติ แต่ก็มีบ้างที่ใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ     แต่สูตรเด็ดของการบำรุงมะม่วงของคุณกิจติกร คือ นำนมสด 1 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร และเครื่องดื่มชูกำลัง 1 ขวด ฉีดพ่นทั้งใบ ผล และลำต้น เดือนละ 2 ครั้ง ช่วยให้มะม่วงสวย ไร้โรค ซึ่งใครจะนำไปทดลองใช้ก็ได้

                มะม่วงงามเมืองย่าจะมีลักษณะคล้ายมะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 แต่ผลใหญ่ ขนาดสม่ำเสมอ คือ ผลละกว่า 1 กก. เปลือกหนาทนทาน แต่ผิวเนียนเขียวนวล เนื้อก็กรอบ หนาแน่น ไม่เป็นเสี้ยน ทั้งยังหอม ทานได้ทั้งสุกและดิบ

                สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะปลูกมะม่วงงามเมืองย่า สามารถติดต่อไปได้ที่ คุณกิจติกร146/7 ถ. สืบศิริ ต.เมืองปัก อ. ปักธงชัย จ. นครราชศรีมา โทร. 044-453-052, 08-1333-0080