สะเมิง
ReadyPlanet.com
bulletท่องเที่ยววิถีชาวบ้าน บ้านจาโบ่
bullet เสียมเรียบ-ศิลปะปราสาทหิน
bulletจิ่วจ้ายโกว สวรรค์ป่าเปลี่ยนสี
bulletความลับด้านสุขภาพของคน Hunza ที่มีอายุมากกว่า 100 ปีและปลอดมะเร็ง
bulletThe Best Resort for Regenerative
bulletสะเมิง สามเมืองท่ามกลางขุนเขา
bulletพุทธศิลป์ยุคทรารวดี ที่วัดเขาพระอังคาร จังหวัดบุรีรัมย์
bulletผ้าภูอัคนีบ้านเจริญสุข จังหวัดบุรีรัมย์
bulletบ้านตาลอง บุรีรัมย์
bulletGilgit Baltistan สวรรค์ในที่สูง


free counters


สะเมิง
สะเมิง: สามเมืองท่ามกลางขุนเขา
 
จากหมู่บ้านเล็กๆ ได้ขยายตัวเติบโตขึ้น จึงเรียกการรวมตัวของทั้งสามกลุ่มนี้ว่าสะเมิง
 
เมื่อประมาณ 300 ปีที่ผ่านมา ในระหว่างปี .. 2250-2350 แผ่นดินล้านนาลุกเป็นไฟด้วยภัยสงครามของการแก่งแย่งชิงชัยระหว่างแว่นแคว้นต่างๆ ในราชอาณาจักร และการขยายอำนาจของพม่า มีการศึกที่สู้รบกันอย่างรุนแรงและยาวนาน เกิดจลาจลโกลาหลภายในเมืองเชียงใหม่ ชาวบ้านที่ประกอบด้วยไทลื้อและกระเหรี่ยงได้อพยพหลีกหนีภัยสงคราม เข้าไปยังถิ่นเถื่อนป่าดอย หวังไปตายเอาดาบหน้า แล้วลงหลักปักฐานในอำเภอสะเมิงในปัจจุบัน กลุ่มหนึ่งมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านดงช้างแก้ว  อีกกลุ่มหนึ่งตั้งถิ่นฐานที่บ้านศาลา และกลุ่มที่สามตั้งถิ่นฐานที่บ้านแม่สาบ โดยที่ไทลื้อบ้านแม่สาบได้อพยพเข้ามาอยู่ที่สะเมิงเมื่อประมาณปี .. 2324
 
 
ดินแดนที่ชาวบ้านขึ้นมาตั้งหลักแหล่งในครั้งนั้น เดิมยังเป็นป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์มีทั้งพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่หลากหลาย จากหมู่บ้านเล็กๆ ได้ขยายตัวและเติบโตขึ้น จึงเรียกทั้งสามกลุ่มรวมกันว่า สะเมิง มีการสันนิษฐานชื่อของสะเมิงได้ 2 นัยยะ คือ สะเมิง กำเนิดมาจากคำว่า สามเมิงตามสำเนียงชาวไทยลื้อที่เรียกเมืองว่าเมิง ซึ่งหมายถึงการตั้งถิ่นฐานทั้ง 3 หมู่บ้าน หรือสามเมืองนั้นเอง อีกความหมายหนึ่งกล่าวว่ามาจากภาษากระเหรี่ยง มีความหมายว่า แสงสว่างหรือตีความว่าเป็นแสงสว่างไสวยามเช้า
 
อำเภอสะเมิงได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอครั้งแรกในปี .. 2445 โดยขึ้นกับจังหวัดเชียงใหม่อยู่ 35 ปี และด้วยทำเลของสะเมิงอยู่ในถิ่นที่การคมนาคมไม่สะดวก แม้จะอยู่ห่างจากเมืองเชียงใหม่เพียง 51 กิโลเมตรเท่านั้น เมื่อปี 2480 จึงได้เปลี่ยนฐานะเป็นกิ่งอำเภอสะเมิง ต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคม .. 2501 ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภออีกครั้งหนึ่งจนถึงปัจจุบัน
 
สะเมิงวันนี้
 
 
อำเภอสะเมิงอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดเชียงใหม่ ติดต่อกับเมืองเชียงใหม่ด้วยทางหลวงหมายเลข 1096 (สายสะเมิง-แม่ริมหรือทางหลวงหมายเลข 1296 (สะเมิง-หางดงอยู่ห่างจากเมืองเขียงใหม่ราว 51 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 1,002 ตารางกิโลเมตร หรือ 626,250ไร่ มีประชากรอาศัยอยู่ราว 30,000 คน (สถิติเมื่อปี .. 2546) พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ ประมาณร้อยละ 80 มีพื้นที่ราบเพียงร้อยละ 20 มีแม่น้ำสำคัญ 2 สาย คือ แม่ขานและแม่สะเมิง ทางทิศเหนือมีเขตติดต่อกับอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทางทิศใต้ติดต่อกับอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ทางทิศตะวันออกติดต่อกับอำเภอแม่ริม หางดง จังหวัดเชียงใหม่ ทิศตะวันตกติดต่อกับอำเภอแม่แจ่มจังหวัดเชียงใหม่
 
 
อาชีพหลักของชาวสะเมิงประกอบด้วยทำการเกษตร ปศุสัตว์ และการท่องเที่ยว
 
อำเภอสะเมิงมีพื้นที่ราบเชิงเขาเพียงเล็กน้อย จึงต้องปลูกพืชหมุนเวียนบนพื้นที่ทำการเกษตประมาณ 24,391 ไร่ เป็นพื้นที่นาราว 8,037 ไร่ ทำสวนผลไม้ประมาณ 3,502 ไร่ พืชผักประมาณ 5,039 ไร่ ไมม้ดอกประมาณ 703 ไร่ พื้นที่ทำไร่ 4,223 ไร่ การปศุสัตว์ มีการเลี้ยงวัวแพะ ควาย เป็นต้น ในอดีตมีการทำเหมืองดีบุก โมนาไซต์ ซีไรด์ และดินขาว ปัจจุบันมีเพียงราษฎรส่วนน้อยที่ยังร่อนแร่ตามธรรมชาติเท่านั้น
 
อำเภอสะเมิงเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ในหุบเขาที่สลับซับซ้อน บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางราว 600 เมตร ชาวสะเมิงมีชีวิตที่เรียบง่ายใจดีและเป็นมิตร มีอากาศเย็นสบายตลอดปีธรรมชาติในพื้นที่ป่ายังคงมีความอุดมสมบูรณ์ และอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่มากนัก ถึงแม้การเดินทางจะต้องขับรถข้ามเทือกเขาสูง แต่ถนนหนทางก็สะดวกสบาย การท่องเที่ยวจึงเป็นแหล่งรายได้ของสะเมิงอีกทางหนึ่ง จึงมีธุรกิจ เช่น รีสอร์ทที่ได้มาตรฐาน ตั้งอยู่ทั้งในตัวเมืองและในหมู่บ้านตามไร่สวนที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ประกอบกับมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายหลายแห่งและหลากหลายกิจกรรม อาทิ กิจกรรมล่องแพไม้ไผ่ในลำน้ำ หรือขึ้นสู่ยอดดอยสูงม่อนอังเกตุที่สูงกว่า 1,800 เมตร หรือเดินป่า ซึ่งมีหลายเส้นทางด้วยกัน ร่วมทั้งแหล่งธรรมชาติที่น่าสนใจ อาทิ น้ำตก ถ้ำ และหินตั้งที่ผายอง เป็นต้น กิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพอาบน้ำแร่ร้อน และรับประทานผักสดๆ จากสวน หรือไร่ ที่ทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์
 
เยือนเมืองในหุบเขา
 
 
มีโอกาสเดินทางมาเยือนสะเมิง เมืองในหุบเขาแห่งนี้ราวเดือนสิงหาคม ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่มาตามเส้นทาง แม่ริม-สะเมิง ข้ามเทือกเขาสูงไปราว 38 กิโลเมตร ก็เข้าสู่อำเภอเมืองสะเมิง บ่ายหน้าไปยังสะเมิงรีสอร์ท ที่มีบ้านพักหลังเล็กน่ารักท่ามกลางแมกไม้ กาแฟร้อนๆ และข้าวต้มมื้อเช้าตกถึงท้อง ท่ามกลางบรรยากาศที่ชุ่มชื้นเย็นสบาย เมื่อเรี่ยวแรงกลับคืนมา ก็ถึงพิธีต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเป็นทางการ
 
 
เริ่มด้วยมีเยาวชนมากลัดดอกเบญจมาศที่อกเสื้อเป็นการต้อนรับ มีการกล่าวต้อนรับและเล่าเรื่องราวแหล่งท่องเที่ยวในสะเมิง ผูกข้อมือรับขวัญ มีการแสดงตีกลองสะบัดชัย และฟ้อนราย หลังจากอิ่มเอมและเบิกบานจากพิธีต้อนรับแล้ว จึงพากันขึ้นรถไปชมมหัศจรรย์น้ำออกรู หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์สะเมิง ที่หมู่ 10 บ้านดงแก้ว ตำบลสะเมิงใต้ เป็นน้ำธรรมชาติที่ไหลออกมาจากรูที่พื้นดินตลอดปี เป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านในพื้นที่มาช้านาน ทั้งชาวบ้านยังเชื่อถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ดลบันดาลให้ที่นี่มีแต่ความสุขและแคล้วคาดจากภยันตรายทั้งปวง
 
เริ่มด้วยมีเยาวชนมากลัดดอกเบญจมาศที่อกเสื้อเป็นการต้อนรับ มีการกล่าวต้อนรับและเล่าเรื่องราวแหล่งท่องเที่ยวในสะเมิง ผูกมือรับขวัญ มีการแสดงตีกลองสะบัดชัย และฟ้อนรายหลังจากอิ่มเอมและเบิกบานจากพิธีต้อนรับแล้ว จึงพากันขึ้นรถไปชมมหัศจรรย์น้ำออกรู หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์สะเมิง ที่หมู่ 10 บ้านดงแก้ว ตำบลสะเมิงใต้ เป็นน้ำธรรมชาติที่ไหลออกมาจากรูที่พื้นดินตลอดปี เป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านในพื้นที่มาช้านาน ทั้งชาวบ้านยังเชื่อถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ดลบันดาลให้ที่นี่มีแต่ความสุขและแคล้วคาดจากภยันตรายทั้งปวง
 
 
บ้านป่ากล้วย
 
 
บ้านป่ากล้วย หมู่ที่ 4 ตำบลสะเมิงใต้ ห่างจากที่ว่าการอำเภอเพียง 3 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของวัดป่ากล้วย มีรอยพระพุทธบาทขนาดเล็กปรากฎอยู่ที่หินบนเนินเขา ชาวบ้านให้ความนับถือมาก มีการจัดงานปอยหลวงเพื่อบูชาพระพุทธบาททุกปี ประมาณเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม หลังจากนมัสการพระพุทธบาทแล้วก็ลงมาชมวิถีชีวิตของชาวบ้านดงป่ากล้วยที่นำกล้วยมาแปรรูปเป็นสินค้าที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของหมู่บ้าน ซึ่งมีทั้งกล้วยตาก และกล้วยทอดรสชาติต่างๆ แม่บ้านดงกล่วยมารวมกลุ่มกันทำสินค้าจำหน่ายทั้งภายในอำเภอและส่งออกขายภายนอก
 
 
พิชิตยอดดอยแม่อังเกตุ
 
ถึงหมู่บ้านปางขุมก่อนเที่ยง แวะรับประทานอาหารกลางวัน และชมการแสดงของเด็กและสาวๆ ชาวบ้าน เรียกความสดชื่นและชีวิตชีวาให้แก่คณะเดินทางได้มากโขทีเดียว แล้วก็รวบรวมพลขึ้นรถสู่ยอดดอยม่อนอังเกตุ จุดหมายปลายทางที่เป็นไฮไลท์ในการเดินทางครั้งนี้
 
แม้เราจะเดินทางไปกับขบวนอ๊อฟโร้ดที่มีความชำนาญในเส้นทางลำบาก แต่ด้วยฝนที่ตกปรอยๆ ตลอดเวลา ถนนแคบแล่นเลียบหน้าผาไปตลอดทาง บางช่วงลื่นมาก ถึงกับล้อรถสไลด์ไปบนพื้นถนน ไม่สามารถควบคุมได้เป็นบางครั้ง จนบางคันต้องหันหลังกลับมาคอยอยู่กลางทางก็มี เราขึ้นถึงยอดดอยม่อนอังเกตุ เป็นเวลาราว 5 โมงเย็น
 
ลมเย็นปะทะกายทำให้รู้สึกสบาย ช่วยลบความตื่นเต้นจากการเดินทางไปได้บ้าง หันรอบกายช้าๆ ชมวิวโดยรอบ ช่างสวยงามมาก บรรยากาศบนยอดเขาแปรเปลี่ยนตลอดเวลา แดดจัดจ้าเมื่อกลุ่มเมฆเครื่อนพ้นดวงอาทิตย์ ไกลโน้นสายลมที่หอบเอาเมฆหมอกฝนกำลังพัดคืบคลานเข้ามาในทิศทางที่เรายืนอยู่ มองไปด้านตะวันตกเฉียงเหนือเมฆกลุ่มใหญ่กำลังทำงาน โปรยสายฝนชโลมผืนแผ่นดิน ฉับพลันที่อาทิตย์ฉายแสงมาต้องละอองน้ำ เจ็ดสีสวยของรุ้งเรียวโค้งสองสายก็ปรากฏขึ้นพาดผ่านท้องฟ้า ช่างเป็นความงดงามที่จับจิตจับใจยิ่งนัก ผู้รวมเดินทางมาชุมนุนกันพร้อมหน้า บ้างก็จับกลุ่มคุยกันท่ามกลางแสงแดดจ้ายามเย็น ในบรรยากาศที่เยือกเย็นสบาย บ้างก็เดินชมธรรมชาติบนลานกว้างใหญ่ของยอดเขา ถ่ายภาพเก็บวิวทิวทัศน์กลับไปชื่นชม หรือถ่ายภาพกันเองกับวิวเก็บไว้เป็นที่ระลึก
 
มีตำนานเล่าว่า ต่อหลวงได้คาบเอาชิ้นกระดูกแม่นางอังเกตุ ต่อหลวงตัวนี้คงตัวใหญ่มากทีเดียว มาไว้บนยอดดอย บางตำนานบอกว่าเป็นนกยักษ์ที่คาบมา ในบางค่ำคืนคนที่มีบุญบารมีจะได้ยินการบรรเลงเพลงโบราณ ชาวบ้านจะขึ้นมากราบขอพร ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วก็ได้รับความสำเร็จดังที่หวังตั้งใจ และใครที่ประพฤติเมื่อมเสียบนยอดดอยแห่งนี้ก็จะเกิดอาเภทภัย
 
ม่อนอังเกตุอยู่บนสันเขาผีปันน้ำ ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดแม่น้ำ 4 สาย คือ แม่น้ำสา ไหลลงสู่แม่น้ำปาย อำเภปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม่น้ำเลย ไหลลงสู่แม่น้ำแตง แม่น้ำแม่สาบ แม่น้ำแม่จุมไหลลงสู่แม่น้ำแม่ขาน บริเวณยอดเขาอากาศเย็นสบาย มีลมพัดแรง
 
เวลาล่วงเลยไปกว่า 1 ทุ่มแล้ว แต่บนยอดดอยยังมีแสงสว่าง ด้วยอยู่บนที่สูง เราเริ่มออกเดินทางกลับ ความยากลำบากไม่น้อยไปกว่าขาขึ้นดอยเลย แต่ก็สามารถรอดพ้นมาได้ด้วยความชำนาญของผู้ขับรถ เที่ยวกลับนี้มีหลงทาง มีการคอยและติดตามผู้หลงทาง ในที่สุดทีมอ๊อฟโร้ดตัดสินใจส่งพวกเราที่พักก่อน ก็เกือบ 3 ทุ่มเข้าไปแล้ว ทั้งหิวทั้งเหนื่อย คืนนี้มีงานเลี้ยงความบันเทิงรอรับเราอยู่เพียบ แต่พออิ่มข้าวเย็น ขอตัวเข้าที่พักสักหน่อย เอาเข้าจริงๆ ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นกันทีเดียว
 

 




จังหวัดเชียงใหม่

สะเมิง.....สามเมืองท่ามกลางขุนเขา