การอาบป่า เพื่อสุขภาพ
dot dot


free counters


การอาบป่า เพื่อสุขภาพ
วันที่ 24/07/2017  17:04:31 PM ,ผู้เข้าชม : 167

ร่างกายเรามีจุลชีพ(1) ประจำถิ่นที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จุลชีพนี้ทำหน้าที่ดูแลส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเป็นตัวสำคัญในการพัฒนาภูมิคุ้มกันในร่างกาย เพราะอารมณ์ของเราก็แปรเปลี่ยนตามจุลชีพได้เช่นกัน การที่ร่างกายและจิตใจของเราได้ปฏิสัมพันธ์กับสังคมจุลชีพดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ป่าธรรมชาติเป็นแหล่งของสังคมจุลชีพดี มีงานวิจัยมากมายที่ระบุว่า ระบบเลือดและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะดีขึ้น เมื่อได้ไปเดินป่าเพียงไม่กี่ชั่วโมง และจะดีต่อเนื่องไปทั้งสัปดาห์

มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการบำบัดด้วยนิเวศ การปฏิบัติในป่าของประเทศญี่ปุ่นเป็นการลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตลดการผลิตฮอร์โมนความเครียดเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและเพิ่มความรู้สึกโดยรวมของความเป็นอยู่

การอาบป่า - โดยทั่วไปเพียงแค่อยู่ต่อหน้าต้นไม้ – กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสาธารณสุขแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่นในปี พ. ศ. 2525 เมื่อกระทรวงป่าไม้ได้บัญญัติวลี Shinrin-Yoku ขึ้นและได้ให้ความสำคัญกับการบำบัด โดยการชื่นชมธรรมชาติ

นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิบะแห่งประเทศญี่ปุ่นได้กล่าวถึงการที่ทำให้ระบบร่างกายดีขึ้นจากการอาบป่ามาจาก 3 ปัจจัย คือ การหายใจในป่าจะได้จุลชีพที่ดี การเดินในป่าเราจะได้รับกลิ่นน้ำหอมระเหยจากต้นไม้ และจะได้รับประจุไฟฟ้ากระแสลบ เมื่อทั้งสามสิ่งที่ได้รับร่วมกันนี้ ทำให้ระบบคุ้มกันเราดีขึ้น มีการปรับปรุงคลื่นสมองทำให้อารมณ์ดีขึ้น ยิ่งเราได้สัมผัสดิน ต้นไม้ก็ยิ่งทำให้เรารับจุลชีพดีๆ เพิ่มขึ้น ญี่ปุ่นจึงเกิดวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาเพื่อดูแลสุขภาพในยุคใหม่นี้ คือ กิจกรรม ชิรินโยกุ หรือการอาบป่า (Forect Bathing) เพื่อสุขภาพของกายและจิต 

ประจุไฟฟ้าขั้วลบเกี่ยวข้องกับร่างกายอย่างไร และทำไมมีอยู่มากในป่า เพราะ การสังเคราะห์แสงของพืชนั้นจะทำให้เกิดโมเลกุลออกซิเจนที่มีประจุไฟฟ้าลบอ่อนๆ เมื่อเราสูดดมเข้าไปก็จะไปประกบกับประจุไฟฟ้าขั้วบวกของอนุมูลอิสระในร่างกายจนเปลี่ยนเป็นกลาง แล้วร่างกายก็จะหลั่งสาร เซโรโตนิน” (Serotonin) หรือฮอร์โมนแห่งความสงบสุขออกมา ทำให้ร่างกายและจิตใจมีความกระปรี้กระเปร่า ลดอาการซึมเศร้าและคลายความเครียดลง ที่สำคัญระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ ในร่างกายก็จะดีขึ้นด้วย

เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ก็คือ ในเมืองที่มีป่าน้อย ประจุไฟฟ้าขั้วลบก็น้อย อย่างในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ ผู้คนในสังคมนั้นมักจะหงุดหงิด วุ่นวาย ปวดหัวง่าย อ่อนเพลีย เป็นโรคภูมิแพ้ และมีอาการของคนเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนที่อยู่ในสังคมที่แวดล้อมไปด้วยสีเขียว หรือคนที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากกว่า

จริงๆ แล้วในญี่ปุ่นมีการส่งเสริมให้ อาบป่ามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นวัฒนธรรมที่เรียกว่า ชิรินโยกุซึ่งในญี่ปุ่นมีการศึกษาอย่างจริงจัง และมีการตรวจวัดคุณสมบัติของป่าหลายๆ แห่ง ก่อนจะรองรับและแนะนำให้พื้นที่นั้นๆ เป็น แหล่งอาบป่าที่มีคุณภาพ บางที่ถึงขั้นประกาศเป็น คลินิกอาบป่าเลยทีเดียว

ปริมาณของธรรมชาติสามารถรักษาโรคต่างๆได้ จากการใช้จุลินทรีย์ในดินเพื่อดูดซับอิเล็กตรอนอิสระที่ไหลผ่านเท้า (Earthing) Eco Therapy มีประโยชน์มากมายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ช่วยผ่อนคลายจิตใจช่วยให้เราลดระดับความเครียดและสร้างแรงบันดาลใจในความรู้สึกที่ได้ค้นพบความแปลกใหม่ของธรรมชาติ ป่าไม้และสวนสาธารณะจึงสามารถมองเป็นภูมิทัศน์บำบัดได้

ต้นไม้เป็นรูปแบบชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและช่วยให้วิญญาณของเราผ่อนคลาย อย่างที่เรารู้ว่าป่าจะปล่อยออกซิเจนเพื่อให้เราหายใจ และเกือบครึ่งหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดอาศัยอยู่ในป่า ทั้งยังมีผู้คนอีกหลายร้อยล้านคนพื้นเมืองที่อยู่รอดขึ้นอยู่กับป่าพื้นเมืองบนโลกใบนี้

คุณอาจสังเกตเห็นว่าเมื่ออยู่ในป่าอากาศดูเหมือนว่าจะมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันไป เนื่องจากพืชและต้นไม้ให้น้ำมันหอมระเหยที่ช่วยปกป้องพวกเขาจากแมลงและโรค อากาศในป่าอุดมไปด้วยสารหอมระเหยเหล่านี้ การสูดดม Phytoncide ช่วยเพิ่มการทำงานของ “เซลล์ฆาตกรธรรมชาติ” (Natural Killing Cell หรือ NK ) ของมนุษย์  ซึ่งจะช่วยเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน NK เป็นเซลล์ฆ่าเนื้องอก เซลล์มะเร็ง และเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสในร่างกายของเรา นอกจากนี้ยังลดฮอร์โมนความเครียด ซึ่งยังทำหน้าที่หลังจากได้อาบเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน

ขณะที่ผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ในเมือง เวลาที่ใกล้ชิดธรรมชาติลดลง การศึกษาแสดงให้เห็นว่าแม้แต่การดูภาพธรรมชาติ เช่น ภาพวาดหรือภาพถ่ายช่วยให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลฟื้นตัวเร็วกว่าผู้ที่จ้องมองแต่ผนังโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่เป็นโรคหอบหืดได้รับประโยชน์อย่างมากจากการได้อยู่ในธรรมชาติโดยการเพิ่มความสามารถในการมุ่งความสนใจของสิ่งเร้าจากมนุษย์ หรือจากเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้ามา หรือภูมิทัศน์ธรรมชาติในเมืองก็อาจจะฟื้นฟูทางจิตของเราให้ดีขึ้นได้

ผลกระทบของธรรมชาติต่อสมองของเราเป็นที่น่าสนใจ สมองของคุณสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อคุณอยู่ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ในการค้นคว้าเกี่ยวกับผลกระทบด้านจิตวิทยาและด้านความรู้ความสามารถของนักประสาทวิทยาแห่งกรุงนิวยอร์ก นายแพทย์ เดวิด สเตียร์เนอร์ พบว่าเป็นการพัฒนาขั้นสูงต่อระบบความคิดของคนเรา ธรรมชาติทำให้เรามีความสนใจที่ชัดเจนและเพิ่มความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ทฤษฎีคุณค่าความสนใจแสดงให้เห็นว่าการสัมผัสกับธรรมชาติสามารถทำให้จิตใจของเราชัดขึ้นได้ 

โดยผู้ที่อยู่ในธรรมชาติจะมีสัมผัสความนุ่มนวลของธรรมชาติ ความสงบ และมีความสุขใจที่ได้ฟังเสียงลมต้องใบไม้ หรือเสียงนกร้องภายในป่า ซึ่งจะค่อยซึมทราบจับใจ ประดุจเสียงของการไหลของน้ำเหนือก้อนหิน หรือแม้การชมเมฆเคลื่อนข้ามท้องฟ้า คุณสามารถดูธรรมชาติโดยไม่รู้สึกเบื่อ การปล่อยจิตใจให้คล้อยตามธรรมชาติ “มันน่าหลงใหล ... มันดึงดูดความสนใจได้อย่างอ่อนโยน”  จิตใจของคุณจะเป็นอิสระที่จะสะท้อนและเดินซึ่งเป็นวิธีที่ดีในการทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของคุณลื่นไหล

ธรรมชาติยังปลูกฝังความรู้สึกของการเผชิญความเร้นลับไว้ในตัวเรา การศึกษาอื่นได้พบว่าความคิดของเราจะขยายตัวได้มากขึ้นเมื่อเรารู้สึกแปลกใจและเมื่อเผชิญกับบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา การคิดนอกกรอบหรือขยายความคิดนี้ ช่วยให้เราสามารถพิจารณามุมมองที่แตกต่างกันและมีจินตนาการเหนือจากความจำเจที่พบเห็นอยู่เป็นประจำ นี้ก็เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับความคิดสร้างสรรค์ การเปลี่ยนแปลงมุมมองเราได้

ดังนั้น การเชื่อมต่อและการปลูกฝังความเพลิดเพลินกับธรรมชาติ สามารถให้ความรู้สึกของการเติมเต็มและเพิ่มคุณภาพชีวิตของเราได้เป็นอย่างดี

 

(1)      ร่างกายคนเรามี จุลินทรีย์ หรือ จุลชีพ อาศัยอยู่เป็นล้านล้านตัว ซึ่งมีทั้งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็นโทษต่อร่างกาย ซึ่งในเด็กเล็กๆ จะมีจุลชีพที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจำนวนมาก เด็กเล็กๆ จึงไม่ค่อยป่วยด้วยโรคแปลกๆ แต่สำหรับผู้ใหญ่ยิ่งอายุมากเท่าไหร่จุลชีพที่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็จะมีปริมาณน้อยลง

เพื่อรักษาสมดุลของจุลชีพของร่างกาย ซึ่งจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรค ปรับสมดุลในลำไส้ จุลินทรีย์พวกนี้เรียกว่า Probiotic ซึ่งเป็นจุลชีพ lactobacillus ที่มีประโยชน์ต่อคน และเป็นจุลชีพที่แข็งแรงมาก จะไปฆ่าจุลชีพชนิดอื่นที่ทำให้เกิดโรค เมื่อกินเข้าไปจะไปเพิ่ม normal flora ที่อยู่ในทางเดินอาหาร ช่วยกำจัดเชื้อที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในทางเดินอาหาร เช่น เชื้ออีโคไลน์ ที่ทำให้ท้องร่วง นอกจากนี้ บนผิวหนังยังมีเชื้อรา lactobacillus ทำหน้าที่ช่วยกำจัดเชื้อราที่เป็นโทษตามธรรมชาติอีกด้วย

แต่การรับประทานเชื้อ Probiotic เข้าไป ก็ไม่ได้เป็นการรับประกันว่า จะมีเชื้อ Probiotic เจริญในลำไส้ โดยเฉพาะในลำไส้ใหญ่ เนื่องจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ส่วนใหญ่จะถูกย่อยและดูดซึมไปหมดในกระเพาะและลำไส้เล็ก ในส่วนลำไส้ใหญ่จะเป็นการดูดน้ำและเกลือแร่เท่านั้น ดังนั้น เชื้อ Probiotic ในลำไส้ใหญ่มักจะขาดอาหาร จึงมีการคิดค้น Prebiotic ซึ่งเป็น Fiber ที่ร่างกายไม่ดูดซึม และจะเหลือรอดไปถึงลำไส้ใหญ่ ให้เป็นอาหารของเชื้อ Probiotic ได้ โดย Prebiotic จะมีมากในแก้วมังกร กล้วย มะเขือเทศ หอมใหญ่ เป็นต้น

ตำนานกระเทียม
รู้เรื่องเบาหวาน
พืชผักในระบบการผลิตและบริโภคปลอดภัย
Thyroid Hormone
ไข้ซิก้าจากการติดไวรัส
สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทยเพื่ออนาคตของชาติ
มหัศจรรย์แห่งภูมิปัญญาไทย “เก้าอี้ไม้ยืนเพื่อสุขภาพ”
การทำให้หัวใจหายจากการเต้นรัว
ลมพิษเรื้อรัง...ไม่ควรมองข้าม
สาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina)
Detoxification
Miracles Medicine with Dr. Kampol Sriwatanakul @ The Rotary Club of Bangkapi
CAR T-Cell การฟื้นฟูภูมิคุ้มกันสู้มะเร็ง
สารสกัดจากละมุดต้านมะเร็งได้
อบเชย ลดน้ำตาลในเลือด
ภัยสุขภาพที่มากับครีมเทียม
ถั่งเช่า
ไม่อ้วนเอาเท่าไร
การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศชาย
เห็ดหูหนูดำป้องกันหลอดเลือดอุดตัน
สารก่อมะเร็งในแชมพู


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ติดต่อโฆษณา ดิถีชญา เรืองศิริกร E-mail: dithichaya@yahoo.co.th โทร. 0891192600